เบาหวาน โรคยอดฮิต มาดูกันว่า เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร

เขียน/เรียบเรียง โดย ทีม Hello Khunmor
ทบทวนบทความ โดย แพทย์หญิงรุ่งนภา ลออธนกุล
ProMA 1600

เบาหวาน เป็นโรคยอดฮิตที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของสาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย ซึ่งพบอัตราตายด้วยโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แม้จะเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังอาจจะเข้าใจผิดว่า สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน คือการกินหวาน หรือกินน้ำตาลเพียงอย่างเดียว แต่อันที่จริงแล้ว สาเหตุของโรคเบาหวานนั้นมีมากมาย ขึ้นอยู่กับชนิดของเบาหวาน โดยการตรวจในขั้นต้นนั้น มักจะต้องทำการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด  เพื่อคัดกรองเบาหวาน ประเมินผลการรักษาและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสามารถตรวจได้ทั้งที่โรงพยาบาล หรือตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเอง (SMBG : Self-Monitoring Blood Glucose) สำหรับ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดนั้น จะมีความเกี่ยวข้องกับชนิดของโรคเบาหวานอย่างไร และเบาหวาน ชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 จะมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ลองมาดูกันค่ะ

เราสามารถจำแนกโรคเบาหวานตามสาเหตุการเกิดได้ 4 ชนิด ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1 เบาหวานชนิดที่ 2 เบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ และเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งโรคเบาหวานชนิดที่คนส่วนใหญ่มักสับสนคือ เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2 ที่แม้ จะเป็นภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังเหมือนกัน แต่ก็มีสาเหตุ อาการ และการรักษาแตกต่างกัน เราจึงควรเข้าใจความแตกต่าง ระหว่างเบาหวาน ชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2 ให้ถูกต้องมากขึ้น เพื่อจะได้รับมือและรักษาได้อย่างเหมาะสมที่สุด

ทำความรู้จักกับ โรคเบาหวานชนิดที่ 1

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 จัดเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune disease) ซึ่งหมายถึง ความผิดปกติของภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำลายเนื้อเยื่อปกติของร่างกาย ในกรณีของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเบต้าเซลล์ (Beta cell) ในตับอ่อนซึ่งทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน จนร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินที่คอยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (Blood Glucose Level) ได้ตามปกติ อีกทั้งทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรดที่เกิดจากกรดคีโตนคั่ง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกาย เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงและไม่เกิดภาวะกรดคีโตนคั่ง

ทำความรู้จักกับโรคเบาหวานชนิดที่2

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จัดเป็นโรคเบาหวานที่พบได้บ่อยที่สุดในคนไทย เกิดจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอต่อความต้องการ หรือสามารถตอบสนองต่ออินซูลินได้น้อยกว่าปกติ ที่เรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance ) จึงไม่สามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง จนเป็นโรคเบาหวาน

ความแตกต่างโดยทั่วไปของเบาหวานชนิดที่ 1 และเบาหวานชนิดที่ 2

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Diabetes Mellitus Type 1)

  • มักพบในเด็กและวัยรุ่น โดยพบมากในช่วงอายุ 4-7ปี และ 10-14ปี
  • ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก หรือรูปแบบการใช้ชีวิต
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยจากที่มีภาวะเลือดเป็นกรด จากกรดคีโตนคั่ง
  • รักษาด้วยการฉีดอินซูลิน หรืออินซูลินปั๊ม
  • หากไม่ใช้อินซูลิน จะควบคุมอาการของโรคไม่ได้
  • เบาหวานชนิดที่ 1 ยังไม่มีวิธีป้องกันได้
เบาหวาน โรคยอดฮิต มาดูกันว่า เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร
เบาหวาน โรคยอดฮิต มาดูกันว่า เบาหวานชนิดที่ 1 และ เบาหวานชนิดที่ 2 แตกต่างกันอย่างไร

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Diabetes Mellitus Type 2)

  • มักพบในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ เป็นโรคอ้วน หรือมีภาวะเสี่ยงเบาหวาน (Prediabetes) คือ น้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเล็กน้อย กลุ่มนี้ จะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • หากมีคนในครอบครัว เป็นเบาหวาน ชนิดที่ 2 จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น
  • ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือมีภาวะอ้วนลงพุง จะยิ่งมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักตรวจพบว่ามีระดับความดันโลหิตสูง
  • มักไม่มีอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • ส่วนใหญ่ หากยังอยู่ในระยะเริ่มแรก และระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องใช้ยา
  • สามารถป้องกัน ชะลอ หรือควบคุมอาการได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารมีประโยชน์

อาการเบื้องต้น ของโรคเบาหวาน

เบาหวานทั้ง สองชนิด หากไม่รักษาหรือควบคุม อาจมีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ดังนี้

  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
  • รู้สึกกระหายน้ำมาก ต้องดื่มน้ำเยอะๆ
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลียรุนแรง
  • น้ำหนักลดแม้จะไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก
  • สายตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัดเจน

การป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ไม่สามารถป้องกันได้ ต้องรักษาด้วยการใช้ยาฉีดอินซูลินเข้าร่างกายเป็นประจำ โดยแพทย์จะเป็นผู้กำหนดว่าผู้ป่วยแต่ละรายต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกายปริมาณเท่าใด

ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงได้ด้วยการใช้ชีวิตประจำวันแบบดีต่อสุขภาพ เช่น ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดี อย่าปล่อยให้อ้วน ลงพุง สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว ร่วมกับการกินยาตามแพทย์สั่ง หากคุณดูแลร่างกายดีๆ อาจไม่จำเป็นต้องกินยารักษาเบาหวานไปตลอด

แหล่งที่มา

IDF

https://worlddiabetesday.org/wddbrk/wp-content/uploads/2019/09/WDD-2019-Toolkit_EN-web_update_09.pdf

Differences Between Type 1 and Type 2

https://www.diabetes.co.uk/difference-between-type1-and-type2-diabetes.html

Type 1 and Type 2 Diabetes: What’s the Difference?

https://www.healthline.com/health/difference-between-type-1-and-type-2-diabetes#risk-factors

Self-Monitoring of Blood Glucose

https://www.diabete.qc.ca/en/living-with-diabetes/care-and-treatment/self-control/self-monitoring-of-blood-glucose

บทความที่น่าสนใจ

พิชิตเบาหวานได้…ด้วยตนเอง

พิชิตเบาหวานได้…ด้วยตนเอง กำหนดเมนูอาหาร “กินดี อิ่มด้วย คุมน้ำตาลได้”

FacebookTwitterLine “เบาหวาน” เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากไม่อาจนำอาหารคาร์โบ

อ่านเพิ่มเติม